แต่ไม่ใช่วันนี้ วันที่เขาไม่มีแรงเลย ข้างนอกฝนตกพรำๆ อากาศซึมเศร้าไม่ยิ้มให้เขาเลยราวกับจะบอกว่า อย่าได้ไปทวงความสุขในวันวานเลย สิ่งใดที่ผ่านไปแล้ว ก็ให้มันผ่านไป ราวกับสายน้ำที่ไม่ไหลย้อนกลับ หน้าที่ของเราคือการอยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด มีวิธีเดียวที่จะอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุดคือการนอนเอาแรงในวันพรุ่งนี้
แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ของเจ้านายเขาก็ดังนี้
เขาเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ แล้วพบว่า เป็นเสียงของท่านนายกอะหลุ่มกุมกลุ้มนั่นเอง
ท่านเจ้าเมืองต่อโทรศัพท์เพื่อคุยกับเขา เพื่อที่จะส่งสารอะไรบางอย่าง
“ สวัสดีครับท่าน อะหลุ่ม”
“ สวัสดีณัฐ ผมมี เรื่องที่อยากจะให้คุณช่วย”
คือว่า เจ้าปีศาจร้ายตนนั้น มันกลับมาอีกแล้ว เจ้าจอมโจรในชุดม่วง
ณัฐถึงกับตะลึงเมื่อท่านเจ้าเมืองเอ่ยชื่อเจ้าจอมโจรในชุดม่วง เจ้าโจรร้ายเลห์กล
ที่ใครต่างลือกันว่ามันมีเวทย์มนตร์วิเศษ หากใครโดนมันขโมยจิตวิญญาณเข้า จะกลายเป็นคนบ้าใบ้ ไม่เป็นผู้เป็นนกอีกต่อไป หลงวัตถุของมีค่า ทำตัวเหลวแหลก
มันออกอาละวาดบ่อยขึ้นทุกทีในช่วงนี้โดยเฉพาะพวกวัยรุ่นหนุ่มสาว ที่นิยมแฟชั่นปลา
เหตุการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นประจำก็คือ มันจะลอบเข้ามาแล้ว กระชาก เอาจิตวิญญาณของชาวเมืองวิหคไป ส่งผลให้เขาไม่นักถือเทพเจ้านกอีกต่อไป เขากลายเป็น คนไร้วัฒนธรรม มีร่างกายมีสมองคิด ทำงานได้ แต่ไร้จิตวิญญาณ กับกลายไปตกอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าวัตถุ มุ่งเน้นหาแต่วัตถุยิ่งกว่าสิ่งใด
เขาจะพุ่งพราดหาแต่เสื้อผ้า เงินทอง อบายมุข มั่วสุม หาแต่ ความสุขที่ฉาบฉวยจอมปลอม คงเป็นสาเหตุนี้กระมัง ที่ทำให้ ลัทธิเลนิยม เข้ามาได้โดยง่าย งานสังสรรค์ ด้วยสุรา ริมชายหาดและนอกชายหาด ถูกจัดบ่อยจนเฝือ
หนุ่มสาวรุ่นใหม่ลืมไปแล้วกระมังว่าใครเป็นคนให้จิตวิญญาณพวกเขา เด็ก เยาวชนคนรุ่นใหม่หลายคนเกิดมาโดยไม่ได้มีการ ทำพิธีอัญเชิญนกคู่บุญ ส่วนมากอนาคตของเด็กพวกนี้ตกไปในทางวิบัติ หลายคน ไม่เอาใจใส่ไม่ดูแลนกคู่บุญของตนให้ดี ปัญหานี้กำลังกลายเป็นมะเร็งร้ายเกาะกิน ผู้คนในเมือง
ผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองวิหคหลายคน ต่างลงความเห็นว่า เหตุการณ์นี้น่าจะเป็นฝีมือของ เจ้าจอมโจรเสื้อม่วง กับ พลังพิเศษเหนือมนุษย์ของมัน เจ้ามือซ้ายจอมกระชากวิญญาณ
“ ผมอยากจะให้คุณจับมันให้ได้ ในครั้งนี้ได้ไหม”
ค ครับ ณัฐรับปาก มันเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วนะ ที่เขารับปากว่าจะจับเจ้าจอมโจร เสื้อม่วงนี้ให้ได้ เพราะกว่าห้าปีที่เขาเป็นตำรวจก็ไม่เคย จับมันได้สักที
แต่คราวนี้มันราวกับว่าจะถึงเส้นตายเมื่อท่านเจ้าเมืองได้บอกว่า
“ คุณณัฐ ถ้าคราวนี้คุณจับมันไม่ได้ ผมคงจะต้องพักงานนี้ และให้คนที่มีฝีมือมากกว่าคุณเข้าทำงานแทน เพราะผมทนไม่ไหวแล้ว” เจ้าเมืองพูดด้วยน้ำเสียงแข็งเอาเป็นเอาตาย
“ ผมทนไม่ไหวแล้ว ” ณัฐเก็บเอาคำพูดของท่านเจ้าเมืองมาคิดในใจ
เขาต่างหากที่ทนไม่ไหว ทนกับงานที่เขาไม่ได้รักมันจริง ๆ ทนกับสังคมวุ่นวาย ที่ไม่อยากแม้แต่จะลืมตามอง
“ ครับ ” ณัฐคงพูดได้เพียงเท่านี้ เขากล่าวสั้นๆพร้อมกับวางหู กับคำว่าพักงาน และให้คนที่มีฝีมือมากกว่าเข้าทำงานแทน มันเป็นคำพูดที่หนักเกินกว่าที่เขาจะแบกไว้
เขานั่งอึ้ง แต่นั่นมันไม่สำคัญกับที่ว่าคืนนี้มันเป็นคืนที่เขาหลับสนิท สนิทมากกว่าหลายคืนที่ผ่านมาเนื่องจากคงรู้ตัวว่า พรุ่งนี้ เขาจะต้องเจองานหนักกว่าที่ผ่านมา
รุ่งเช้า เขาออกเดินทางไปพบเจ้าเมือง เขาใช้เวลาบินไม่นาน ประมาณ ยี่สิบนาที ก็ถึง บ้านของท่านเจ้าเมือง
ท่านเจ้าเมืองชี้ให้ดู สารรูปของคนที่โดนปล้นจิตวิญญาณไป
สภาพของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ดวงตาเหม่อลอย มาพร้อมกับการแต่งตัวสุด
เทห์ ทั้งหมวกปลา เสื้อที่ติดครีบ แว่นตากันแดด ตีนกบ ไม่ได้เหลือสภาพของ ชาวอินทรีทองเจ้าแห่งการค้าอยู่เลย ส่วนนกคู่บุญของเขา ก็ดูเหมือนเจ้าเป็ดเทศใส่ห่วงยาก และแว่นตากันน้ำ
ณัฐมองเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ของชาววิหคแล้วมีความรู้สึกเหมือนมันหนัก มันตื้อหัวไปหมด แต่เขาก็ ไม่มีเวลาแม้แต่เวลาที่จะท้อได้ เขารวบรวมสติแล้วออกตามล่ามันอีกครั้ง
ณัฐ ใช้เวลา ออกไป แล้วแอบซ่อนตัวอยู่ในย่านที่เรียกว่า นกเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นย่านที่
มีผู้คนอยู่พลุกพล่านและ เขาก็กำลังคอยการมาของมัน
ลมพายุพัดมาราวกับบ้าคลั่ง แล้วมันก็มาจริง เจ้าจอมโจรสีม่วงตัวร้าย คราวนี้มันจะมาขโมยจิตวิญญาณใครอีก
มันหัวเราะ และบินไป ราวกับมันเป็นเพื่อนกับพายุ มันขึ้นขี่พายุร้าย เจ้าบุแคมบ้าคลั่ง พัดไป และจบลงที่ เด็กกลุ่มหนึ่งมันหัวเราะแล้วบอกว่า
เคี้ยกๆ เคี้ยกๆ เคี้ยก ๆ เอาจิตวิญญาณของแกมาให้ข้ากินซะดีๆ
ณัฐรอจังหวะมานาน เขารู้ว่ามันถึงเวลาแล้ว
กระสุนปืน 6นัด พุ่งออกจากปืน .66 ของเขา พุ่งเข้าสู่หกจุดตาย หมายจะเอาชีวิตมันให้ได้
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง
กระสุนพุ่งไป แต่ไม่โดนมันแม้แต่น้อย
มันใช้เวทย์มนต์บางอย่าง ย้ายตัวเองจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
“ ถ้าแกยัง จับจุดตัวเองไม่เจอ จะมาจับข้ามันยังเร็วไปสิบปี เจ้าหนุ่มน้อย”
มันได้หยิบเอาถุงใบหนึ่งซึ่งเมื่อมันได้เปิดออก กลับกับมี ค้อนเหล็ก ออกมาอย่างมากมาย
ค้อนเหล็กเหล่านั้นได้กระหน่ำทุบลงไปในร่างกายของเขาอย่างนับไม่ถ้วน
ทำให้ณัฐถึงกับทรุดตัวลง อย่างช้า ๆ เขารู้สึกเจ็บปวดมาก ร่างกายของเขาหนักเหมือนกับจะเดินไม่ไหว
เจ้าโจรร้อยเลห์ ณัฐรำพึงในใจ ใช่สิ มันมักจะมีของวิเศษแปลกแปลก ออกมาเสมอ
แต่ยังไม่ทันไร มันก็ปล่อย กรรไกร เป็นร้อยด้าม ออกามาจากถุงวิเศษของมัน
เสียงกรรไกรพุ่งตัดอากาศ
ฉับ ฉับฉับ มันช่างน่ากลัวเสียยิ่ง เขารู้สึกประหม่าในเวทย์มนตร์และลูกเล่นของโจรผู้นี้เป็นอย่างมาก
ณัฐต้องตั้งสติ และหลบฉากไปอย่างหวุดหวิด มิฉะนั้นแล้วเขาจะต้องตายเป็นศพเสียแต่วันนี้ก่อนที่เขาจะจับมันได้
ณัฐตั้งสติได้ พร้อมกับ ลุกขึ้น และ เตรียมพร้อมที่จะโต้กลับ ครั้งแรกสิ่งที่มันปล่อยออกมาคือค้อน และตามด้วยกรรไกร คราวนี้ คงเดาได้ไม่ยากสิ่งที่มันจะต้องปล่อยออกมาต่อไปคือกระดาษ
ค้อนอันหนักหน่วง ทุบเขาให้กระจายลง กรรไกรมันพร้อมจะตัดทุกสิ่ง แต่กระดาษมันจะทำอะไรได้หนักหนา ณัฐตั้งสติได้ เขาลุกมา ในมือเหนี่ยวไกปืน 0.66 คู่ใจ พร้อมกับเตรียมเล็งเข้าไปที่จุดตายของมัน ทั้ง 6 จุดหวังว่าจะหยุดมันให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นหรือตายก็ตาม
แต่สิ่งที่มันปล่อยออกมาหาได้ใช่ กระดาษไม่ แต่กลับเป็น พายุ เจ้าพายุร้ายเคลื่อนที่เข้ามาหาเขาราวกับว่ามีชีวิต และ พัดสะบัดเข้าไปกระแทก กับเสาไฟฟ้าเข้าอย่างจัง
เขาทรุดและล้มตัวลง เขารู้สึกเจ็บมาก
ปืนของเขากระเด็นออกจากมือเขาไปไกล
พายุร้ายเข้ามารวมตัวกันอีกครั้ง และคราวนี้ พายุร้ายพุ่งตรงเข้ามาที่ตัวเขา
ณัฐซื่อตรง มองจ้องตากับพายุ ไม่ใช่ว่าเขาไม่กลัวพายุ ใจเขาอยากวิ่งหนี แต่ขาของเขามันไม่ได้สั่งการให้เป็นเช่นนั้น
เขาถูกพายุร้ายพัดหมุนวน เข้าไปในใจกลางพายุ ราวกับว่า หลงอยู่ในมิติที่ไกลแสนไกล
ในใจเขามีแต่เพียงภาพลอยๆ มึนๆอยู่ในหัว ห้วงขณะ นั้น เขาลอยเคว้งอยู่ใน พายุ เขาขยับไม่ได้ เหมือน ว่าไฟและแรงบัลดาลใจหมดไป เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ ไป มีเพียงแต่ภาพ หลอนจิตใจของเขาวนอยู่ซ้ำ ไปซ้ำมา
“ พ่อครับ บางที ผมอาจจะไม่ใช่ตำรวจที่ดีพอสำหรับความหวังของทุกคน” แม้ใจผมจะเป็นนักสู้ ทุกครั้งที่ผมหยิบปืน .66 ที่แบกมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ผมต้องคิดอยู่เสมอ ว่าจะต้องจับคนร้ายให้ได้ และผมก็ชนะเสมอ
ผมไข่วขว้ามาตลอด จาก นักเรียนนายร้อย อันดับหนึ่ง สู่ตำรวจ คลื่นลูกใหม่อันดับหนึ่ง และก้าวสู่ นายตำรวจชื่อดังขวัญใจคนทั้งเมือง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ ไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย
พ่อครับ ผมหมดไฟแล้ว อยากกลับไปทำอะไรที่ตัวเองรัก
บางที
ณัฐรู้สึกตัวอีกทีหนึ่งเขาก็อยู่ที่บ้านของเขาแล้ว เขานอนอยู่ บนเตียงพร้อมกับพ่อของเขา แน่นอนเขาไม่มีทางจับมันได้ กับประโยคสุดท้ายที่เจ้าจอมโจรมันพูดกับเขาว่า
“ ถ้าแกยัง จับจุดตัวเองไม่เจอ จะมาจับข้ามันยังเร็วไปสิบปี เจ้าหนุ่มน้อย”
พ่อของเขา ท่านผู้เฒ่ารอบรู้พ่อของเขานั่งมองอยู่ตลอด
“ ตื่นแล้วสินะลูก”
“ พ่อ นี่ผมจะต้องเสียมันไปอีกแล้วใช่ไหม”
ลูกไม่ได้เสียมันไปซะทั้งหมด เขารู้สึกกลัวที่ถ้าหาก เขายังจับ โจรร้ายไม่ได้ในเร็ววัน เขาคงต้องมีอันหลุดจากงานหน้าที่อันเป็นงานที่เขารัก
“ มันคือชีวิตที่ต้องเรียน เรียนที่จะเสียบางอย่างเพื่อรับสิ่งใหม่”
“ เริ่มต้นบางอย่างเพื่อรับสิ่งใหม่ พ่อของเขาพูดง่ายแต่ทางที่จะทำมันไม่ได้ง่ายเช่นนั้น”
เขารู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเขา
พ่อของเขา ได้ทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งไว้ ซึ่งณัฐได้อ่านมัน
มันเป็นเพียงข้อความสั้นๆ ที่เขียนว่า
ณัฐซื่อตรง คุณทำงานนี้ล้มเหลว ผมผิดหวังในตัวคุณมาก เพราะคุณคือหนึ่งในนายตำรวจที่เก่งที่สุด ที่เรามี แต่ไม่ต้องห่วง งานนี้ ผมจะให้คนอื่นจัดการต่อ คนที่ฝีมือดีกว่าคุณ มันหมดยุคของคุณแล้ว
เหมือนกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่ง
หลังจากที่เขาได้อ่านจดหมายจบลง
ณัฐซื่อตรงได้แต่เหม่อมองไปในกระจก
เขาได้รู้ซึ้งถึงความรู้สึกของการเสียของรักว่าเป็นเช่นไร
แต่มีคนหนึ่งที่เจ็บ จนไม่สามารถจะทานความรู้สึกนี้ได้ก็คือพ่อของเขา
เขารู้สึกเหมือนเวลาช่างหยุดนิ่ง เวลาแห่งความทุกข์การสูญเสีย เดินไปช้าเหลือเกินผิดกับเวลาแห่งความสุขที่เดินไปอย่างรวดเร็ว
€€
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณัฐซื่อตรงก็ยังคงนอนอยู่ที่เตียงเดิมของเขา ไม่ได้ไปไหน เขาคงเหม่อลอย มองออกไปนอกหน้าต่าง เขาเห็นความเปลื่ยนแปลงมากมายในเมืองอินทรีทอง ไม่สิ มันน่าจะชื่อว่าเมืองปลาทองมากกว่า
แฟชั่นปลาทองขายดีอย่างเทน้ำเทท่า ทั้งหมวกปลาทอง ครีบปลาทอง ตีนกบ
การอพยพ จาก ต่าง เขตภายนอกเมืองเขาชาวอินทรีทอง มา เพื่อหาทำเลเหมาะสมที่จะอยู่ ใกล้กับทะเลเทียมที่พวกเขาสร้างขึ้น ภาพเรือที่ติด กันยาวเหยียดไกลแสนไกล ความวุ่นวาย รอบๆตำบลที่เขาอยู่
ทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาว่า นี่มันเกิดอะไรกับเมืองที่เขาอยู่กันแน่
ณัฐซื่อตรงไม่ได้ทำอะไร นอกจาก นอนอยู่บ้านและออกไปเดินในเมืองให้หายแก้เหงา เพื่อที่อยากจะหลบหนี ไม่ต้องการจะเห็น และ หวังว่าจะแก้เครียดได้บ้าง
เขาเดินออกไปที่ นกเซ็นเตอร์ ศูนย์รวม หมู่ของคนในเมืองนก ที่จะมาจับจ่ายซื้อของต่างๆ
แต่ที่น่าแปลก คือไม่มีใครเดือดร้อนกับการที่เขาไม่ได้เป็นตำรวจอีกต่อไป เพราะการว่ายน้ำ พายเรือ เล่นเจ็ตสกี มี full moon party นั้น สำคัญ กว่า ที่เขาจะต้องมาสนใจกับนายตำรวจคนหนึ่งที่ไม่ได้ทำงานแล้ว
เขารู้สึกอ้างว้างอย่างน่าประหลาด มันเป็นสิ่งที่เขา ไม่เคยนึกฝันมาก่อน ในสิ่งที่เขาจะได้รับ
เขายังคงเดินต่อไปเรื่อย เขาได้พยายามตะโกน
“ ข้า นายตำรวจหนุ่ม ณัฐซื่อตรง วีรบุรุษแห่งเมืองอินทรีทอง ผู้โด่งดัง”
น่าแปลกที่ทั้งเมืองไม่มีใครสนใจเขาเลย ทั้งทั้งที่เขาพึ่งจะโดนปลดได้ไม่ถึงเจ็ดวัน ลูกเด็กเล็กแดงประชาชนคนทั่วไป พวกเขากำลังสนใจบางอย่าง บางอย่าง ที่สำคัญกว่าเขา
เขาได้ไปเห็นโปสเตอร์ เทศกาล ขายปลาจากดินแดนทะเลใต้
เทศกาลขายปลาจากดินแดนทะเลใต้ ขอเชิญร่วมจับจ่ายซื้อหาปลาจากดินแดนทะเลใต้ในราคาถูก ในวันที่ 7 -17 กันยายน นี้ และ ขอเชิญชมการมาของนักร้อง คนดัง จากดินแดนทะเลใต้ น้องมัจจฉาวารี ที่เดียวเท่านั้นที่นกเซ็นเตอร์ ชาวอินทรีทองทุกคนพลาดไม่ได้
เขาไม่ประหลาดใจเลย ที่คนในเมืองจะไม่สนใจเขา เมืองอินทรีทองในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เปลื่ยนไปมาจากช่วงการก่อน แต่สิ่งที่เขารับไม่ได้มากที่สุด ก็คือไม่มีใครนับถือเกรียติยศของเขาอีกต่อไป
พวกเขาลืมไปเสียแล้วว่าพวกเขาเป็นใคร พวกเขาเคยเป็นนก เป็นนกที่บินไปบนฟากฟ้า
ณัฐซื่อตรงไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป มันเหมือนกับศรร้ายพุ่งทิ่มแทงจิตใจเขา ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าโจรสีม่วง ถ้าไม่ใช่เพราะ ไอ้ปลาบ้าที่มาจาก ดินแดนทะเลใต้ เขาคงไม่มีวันนี้
เขาต้องการจะยิง ยิงมันเสียให้หายแค้น เขามุ่งพุ่งตรงไปที่ ตลาดนัดเมือง ทะเลใต้ ไปที่เทศกาลขายปลา
บัดนั้น ซื่อตรง ณัฐหนุ่มใหญ่ใจหาญ ขี่เจ้าวายุ บุแคม แสนชำนาญ
หมายจะผลาญตลาดปลาให้บรรลัย ณัฐมาถึงตลาด ฉกาจฉกรรจ์
เขายิงมันอย่างไม่มีเงื่อนไข ทั้งห้างร้าน ต่างพากันบรรลับ แต่แปลกใจ
ไม่มีใครตายสักคน
ณัฐขี่เจ้าวายุ พุ่งตรงไปที่ตลาดปลา เขาหมาย ทำลายร้านค้าให้ทลายทั้งสิ้น เขาโกรธมาก และความโกรธก็นำพาเขาไปสู่สิ่งหนึ่งที่เลวร้ายกว่า เขาต้องการจะทำในสิ่งที่สำคัญกว่านั้น
เขาขี่ เจ้าวายุ หมายตรงไปที่ คลองมานาปา คลองที่สำคัญที่สุดคลองหนึ่งในเมืองอินทรีทอง มันเป็นคลอง ที่เปรียบเสมือนสายเลือดหลอเลี้ยงคนในเมือง ที่จะนำสินค้าปลาจากโลก ภายนอก โดยเฉพาะ ผ่านทาง เมือง ทะเลใต้มากที่คลองนี้ ถ้าเขาทำลาย เรือในคลองมานาปา ถ้าเขาทำลาย ระบบท่าเรือของ มัน ไม่ให้เรือออกเดินทางได้ ก็คงจะไม่มีเรื่องแย่ ๆ เข้ามาในเมืองอินทรีทองอันเป็นที่รักของเขา
เขา ร้องบอกเจ้าวายุนกคู่ใจของเขา หมายจะให้มันพุ่งตรงไปยังคลองมานาปาให้เร็วที่สุด เขาหยิบปืนขึ้นมา สี่กระบอก .66 ณัฐ ซื่อตรง ตอนนี้ไม่ใช่อีกต่อ ไปแล้ว ตอนนี้เขาคือ
2.64 ณัฐ ซื่อตรงผู้บ้าคลั่ง เขาติดตั้งปืน อีก 2กระบอกไว้กับ ปีกของเจ้าวายุ กลายเป็นณัฐซื่อตรงผู้ ถือปืน 4กระบอก ไม่ว่า ใครหน้าไหนมาขวาง เขาจะยิงเสียให้สิ้น ต้องยิง ต้องยิงให้หายแค้น
ยังมิทันเคี้ยวหมายแหลก ณัฐซื่อตรงมาถึงคลองมานาปา เขาบินฉวัดเฉวียน
หาทำเลเหมาะๆที่จะทำลายท่าเรือนี้ให้มันใช้การไม่ได้
แม้จะมีเสียง ดังเข้ามาในหัวเขา
“ อย่าเลย ใช้ปัญญาแก้ปัญหาดีกว่า ”
“ อย่าเลย ใช้ปัญญาแก้ปัญหาดีกว่า”
แต่เขาไม่ฟัง เขากระหน่ำปืนทั้งสี่กระบอกนั้น เขาไปที่คลองมานาปา เข้าไปที่ท่าเรือ เข้าไปที่เรือ เขาไปที่สะพาน หมายจะไม่ให้มันใช้การได้อีกต่อไป
แน่นอนนั่นไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นอีกต่อไป
ภายหลังไม่นาน เขาโดนจับเข้าคุกในฐานะ ทำลายข้าวของสาธารณะ
ท่านเจ้าเมืองอะหลุ่มกุมกลุ้มได้ลงโทษเขา โดยการ จับเขา เข้าคุกเป็นเวลา ครึ่งปีและปรับเงินเป็นจำนวน หนึ่งล้านนก ซึ่งเป็นเงินที่มากโขอยู่ แม้ว่าพ่อของเขา ท่านผู้เฒ่ารอบรู้จะร้องขอเพียงใดก็ไม่สามารถ ลดหย่อนผ่อนโทษให้ณัฐซื่อตรงได้
ได้โปรดเถอะ ท่านเจ้าเมือง เขาเคยทำความดีมากมาย อย่าได้ ให้เขาได้ไปอยู่ในคุกเลย
และข้าเองก็ เป็นที่ปรึกษาของท่าน เราสองคนทำงานเพื่อ เมืองนี้มาตลอด เห็นแก่ความดี ที่เราเคยทำเมื่อครั้งอดีต
“ ไม่ได้” ท่านเจ้าเมือง อะหลุ่มกุมกลุ้มตอบเสียงแข็ง
“ เขาทำผิดเขาก็ต้องไปรับโทษในคุก”
แต่ข้าก็ทำความดีมามากเป็นที่ปรึกษาของท่านมานาน
“ ข้าไม่สน กฎต้องเป็นกฎ ”
แม้แต่ พ่อของเขาก็ช่วยอะไรไม่ได้ ณัฐ ซื่อตรงต้องอยู่ในคุก อย่างช่วยไม่ได้ แต่ยังมีเรื่องที่เลยร้ายกว่านั้น ซึ่งพ่อของเขาต้องเก็บเอาไว้
ระยะเวลาสามเดือนผ่านไป ณัฐซื่อตรงยังคงอยู่ในคุก วันๆเขาก็ไม่ได้ทำอะไร นั่งเหม่อลอยข้าวปลาไม่กิน เขาคิดออกไปยังเรื่องข้างนอกต่างๆนานา
“ สังคมในเมืองนก จะเป็นอย่างไร”
“พ่อของเขาจะอยู่ดีไหม”
“ เขายังมีสิ่งที่อยากทำ แต่ไม่ได้ทำ”
“ คนในเมือง จะนึกได้ไหมว่า พวกเขาเป็นนกไม่ใช่ปลา”
“ ยังมีคนจำเขาได้ไหม นายตำรวจ ณัฐ ซื่อตรงกับ วิหควายุ ผู้โด่งดัง”
ความคิดต่างๆนานาผ่านเข้ามาในหัว
วันนี้พ่อของเขาก็มาเยี่ยมเขาเหมือนเคย แต่วันนี้ที่แปลกไปก็คือ พ่อเขาหยิบเอาหนังสือเล่มหนึ่งและถุงใบหนึ่งมาให้หนึ่งใบ
หนังสือเล่มขนาดกลาง หน้าปกเขียนไว้ว่า สมาธิและการอฐิษฐาน
ณัฐ ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดู พ่อหวังว่ามันจะช่วยลูกได้
เขายังมีเวลาอีกหลายเดือน ที่ต้องอยู่ในคุก
ณัฐไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากการเปิดอ่านหนังสือเล่มนั้น
ภายในหนังสือนั้นกล่าวถึงเรื่องการทำสมาธิ การควบคุมอารมณ์ การ แยกอารมณ์ ออกจากปัญหา มันเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต และในบางตอนท้ายๆ ยังกล่าวถึงเรื่องการแยกกายออกจากจิต และ การใช้บุญบารมีอฐิษฐานขอสิ่งต่างๆให้เป็นจริง เขาอ่านหนังสือดังกล่าวอย่างละเอียด
และเริ่มมีความหวังขึ้นมาว่าบางทีมันอาจจะช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้
ในวันแรก ๆ เขาฟุ้งมากกับการภาวนา ใจเขายังคงคิดถึงเรื่องความผิดพลาดที่ผ่านมาแล้ว
ความวุ่นวายในสังคมนก การขาดดุลการค้าของชาวอินทรีทอง พ่อของเขา ตำแหน่งหน้าที่
เกียรติยศ
มันอึดมันอัด แต่ก็มีเสียงหนึ่ง บอกกับเขาว่า
“ ณัฐ แรกๆมันก็เป็นแบบนี้ ยอมรับมัน จงยอมรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่ผ่านเขามาในชีวิตเจ้าแล้วจิตใจของเจ้าก็จะสงบ ”
วันต่อมา เขาก็ได้พบว่า เขาเยือกเย็นขึ้น ตามลำดับ ฟุ้งซ่านน้อยลง
วันที่สาม เขาก็ได้ต่อโทรศัพท์คุยกับพ่อของเขา
“ พ่อ หนังสือที่พ่อส่งมาให้ผมผมได้อ่านและลองฝึกแล้วนะ”
“ อ่านแล้วดีขึ้นไหม”
ดีขึ้น
เหมือนกับว่า มีคนคอยนำทางให้ผมอยู่
ณัฐ พ่ออยากให้ลูกก้าวต่อไปไม่หยุด ลองเข้าถึงสมาธิสูงสุด แล้วปัญหาต่างๆ ความโกรธ
สิ่งที่เก็บอยู่ในใจจะออกมา
“ ขอบคุณครับ พ่อ พ่อช่วยผมตลอด”
หลังจากนั้นเขาก็วางหู และ ตั้งหน้าตั้งตาฝึกต่อไป
อันที่จริง การอยู่ในคุกก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่ อย่างที่เขาคิด อย่างน้อยก็ยังสงบกว่าสังคมภายนอกมากมาย
วันที่สี่ วันที่ห้า วันที่ หก เขาดีขึ้นเป็นลำดับ
เขาเริ่มกะเทาะปัญหาของตนเองตามที่หนังสือเล่มนี้บอก และแล้วเสียงนั้นก็มาอีกครั้ง
การที่คนเราจะพ้นจากความทุกข์ได้นั้น ทำได้ยากมาก เจ้ารู้ไหม
“ ท่านเป็นใคร บอกข้าก่อน”
เขาไม่สามารถเก็บความสงสัยได้อีกต่อไปว่า คนที่พูดอยู่กับเขานั่นเป็นใคร
“ ข้าคือ ผู้ก่อตั้งเมืองอินทรีทอง สถาปนา อากาศอุดร”
“ ณัฐ ซื่อตรง ถึงกับอึ้ง เขากำลังพูดอยู่กับ ท่าน สถาปนา อากาศอุดร ผู้ก่อตั้งเมืองอินทรีทอง
ข้า ไปเข้านิมิตความฝันของพ่อเจ้า เพื่อให้พ่อเจ้าได้ช่วยในการครั้งนี้ และหนังสือเล่มนี้ คือ องค์ความรู้สูงสุดใน โลก
“ ท่าน สถาปนา หนังสือเล่มนี้ช่างพิสดารนัก แต่ก่อน ข้าเคยคิดว่า ความสามารถในการควบคุมปักษา ของชาวอินทรีทอง เขาเรา ก็เคยเป็นหนึ่งในใต้หล้า แต่ข้าไม่เคยคิดว่าจะมีวิชาที่พิสดารขนาดนี้อยู่”
“ ที่เจ้าพูดมาข้ารู้หมดแล้ว ข้าบอกได้อย่างเดียว หน้าที่ของเจ้าต้องกอบกู้เมืองอินทรีทองและเกียรติยศชาววิหคอย่างเรา มันเป็นหน้าที่ของเจ้าแล้ว”
ข้าขอเริ่มที่ปัญหาของเจ้าก่อน เสียงนั้นดังขึ้น
เรื่องส่วนตัวเขาเจ้า ที่ยังคิดไม่ตก
“ เจ้าไม่ชอบการเป็นตำรวจ แต่ต้องทำ เพราะว่า ต้องการรักษาเกียรติภูมิของครอบครัว และ ทรัพยอันมากที่ได้จากงานของเจ้า แต่ลึกๆแล้ว เจ้าต้องการ เป็นนักปลูกผัก เป็นเกษตรกร”
ณัฐซื่อตรง เจ้าเป็นคนดี ข้าจะแนะทางสว่างให้เจ้าได้ไปถึงปัญญา
“ เจ้ารู้ไหม ตามธรรมชาติ มอบความสามารถคุณสมบัติให้สรรพสิ่งไม่เหมือนกัน
ต่างคน ต่างเป็นข้อดี ข้อเสีย และจุดบอดของกันและกัน เราอาจจมีในสิ่งที่เขาไม่มี เขาอาจจมีในสิ่งที่เราไม่มี แต่ละคนมีกำลังความคิด กำลังสติปัญญาและกำลังบริวารไม่เท่ากัน
เจ้าควรจะพอใจ ในสิ่งที่เจ้ามีอยู่ และพยายาม เสริมกำลังของตนให้สูงขึ้นอยู่เสมอ”
“ ท่านกำลังจะบอกว่า พวกเราทุกคน ธรรมชาติ สร้างมาให้ต่างกันเป็นทุนเดิม”
“ ใช่ ” แม้กระทั่งฝาแฝดก็ยังไม่เหมือนกัน
“ หากมิเช่นนั้น จิตวิญญาณของชาวเมืองเราคงไม่ใช่นกแล้ว ข้าคงจะเลือกที่จะรับสิ่งอื่นมานำชีวิตของข้า และชาวเมืองแต่ข้าทำไม่ได้ ข้าต้องการเอกลักษณ์ที่เป็นตัวของข้าเอง”
ข้าคิดว่า ข้าควรจะเป็นตัวของตัวเอง ทำในสิ่งที่ตัวรักและถนัด หากแม้นข้าตาย ในวันพรุ่ง ข้าก็คงไม่เสียดาย
“ แต่ ชื่อเสียงเกียรติยศของข้า ข้าจะทิ้งมันไปได้อย่างไร”
“เจ้าคงต้องเลือกเสียอย่าง ณัฐซื่อตรง ระหว่าง ความรักของเจ้า กับชื่อเสียงเกียรติยศ”
“ แล้วปัญหาของเมืองอินทรีทองละ”
“ ข้าก็จะช่วยเจ้าเดี๋ยวนี้ เจ้ามันเป็นคนมีบุญพอสมควร ณัฐ ”
เพราะข้าจะช่วยส่งพลังให้เจ้าแยกจิตออกจากกายของเจ้าเพื่อไป พบคนคนหนึ่ง
ทันใดนั้นเอง ท่างผู้ก่อตั้งเมือง ท่านสถานปนา ก็ได้แผ่ พลังจิต ไปให้ณัฐ คราวนี้ เขารู้สึกเหมือนกับไม่เคยเป็นมาก่อน
ทุกอย่างรอบตัวเขาหยุดนิ่ง ไม่มีรัก โลภ โกรธ หลง ไม่มีอะไรในความคิด ไม่มีอารมณ์ แต่กลับรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด เขารู้สึกเหมือนว่าตนเองกำลัง นั่งอยู่ในลำธารนิ่งๆ ความสุขนั้นไม่เร่าร้อน ไม่ได้ เจิดจ้าเสมือนเกียรติยศ คำเยินยอที่เขาได้รับสมัยเป็นตำรวจ แต่กลับเป็นความสุขที่นิ่งลึก
เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ทำอย่างไร เขาถึงจะได้รับความสุขแบบนี้อีก เขาอยากจะรั้งให้มันอยู่ตลอดไป
ทันใดนั้นเอง กายกับจิตของเขาก็ได้แยกออกจากกัน เขารู้สึกว่า ตัวเองกำลังลอยไปยังที่แห่งหนึ่ง
“ นี่ข้ากำลังจะลอยไปไหน ท่านสถาปนา ”
“ ไปตามแรงกรรมของเจ้า”
ทันใดนั้นเอง วิญญาณที่ไร้ร่างของณัฐ ซื่อตรงก็ได้ลอยไปตามแรงกรรม มันได้พัดพาเขาไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในเมืองอินทรีทองที่มีชื่อว่า หมู่บ้าน สามัคคีชัย ที่หมู่บ้านนี้คนยังบูชาผีนกกัน ยังถือการไหว้บรรพบุรษ แต่ที่แย่ที่สุดของเมืองนี้ก็คือ การที่คนในเมืองนี้ ยังคงงมงายในไสยศาสตร์เครื่องรางของขลัง
ในขณะนั้น มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้บูชาพ่อมดหมอผี และมีชาวบ้านคนหนึ่งกำลังจะไปร่วมด้วย
ได้ปรากฏร่างของชายหนุ่ม วัยกลางคน เขาสวมเสื้อคลุม และมีสัญลักษณ์ประหลาดกลางหน้าอก เขาชื่อ ปฏิวัติ สะท้านโลกันต์ ปฏิวัติได้เดินไปหยุดชายผู้นั้น แล้วถามว่า ท่านจะไปไหน
ชายผู้นั้นได้ตอบว่า ข้ากำลังจะไปเฝ้าพ่อมดหมอพี่เพื่อขอให้ท่าน เสกมนตร์คาถาให้ข้าเป็นผู้ร่ำรวย
“ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว เขาคงเสกให้ตัวเองเป็นเศรษฐีพันล้าน โดยไม่ต้องมาทำตัวเป็นพ่อมดหมอผี ชีวิตเขาจะไม่รุ่งโรจน์ ต้องมาทำงานหา เช้ากินค่ำอย่างนี้หรือท่าน ท่านอย่าไปเลย จงรีบขวนขวายทำงาน ทำตนให้เป็นที่พึ่งแห่งตนซะ จะได้ไม่ลำบากในยามเฒ่า ” ปฏิวัติกล่าว
ชายหนุ่มได้ฟังเช่นนั้นแล้ว ราวกับว่า บรรลุความเข้าใจในบางสิ่งบางอย่าง เหมือนไขของในที่มืดให้สว่าง ทำของยากให้ง่าย
วิญญาณของณัฐ เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ เขาสังเกตจากหน้าตาและ ลายเสื้อ สัญลักษณ์ที่มีเอกลักษณ์ แล้วบอกกับตัวเองว่า เป็นบุญของชายหนุ่ม แท้ๆ เพราะว่าคนที่เขากำลังสนทนาอยู่นั้นคือ นายปฏิวัติ สะท้านโลกันต์ ปราชญ์ ชื่อดัง ผู้ปฏิวัติ มาแล้วทุกสิ่ง ทำของยากให้ง่าย ทำของมืดให้สว่าง นำเอาจินตนาการและองค์ความรู้แบบใหม่มาสู่ที่ที่เขาผ่าน นำพาผู้คนให้พ้นจากอวิชชา
ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้นแล้วก็รู้แจ้งแก่ใจ แล้วบอกกับนายปฏิวัติว่า
“ ขอบคุณท่านนักปราชญ์ เป็นบุญของข้านักที่ ได้ฟังธรรมของท่าน ทำให้ข้า ฉลาดขึ้นมาก”
ณัฐรู้สึกดีใจ หาก เขาได้พบกับ ปฏิวัติ น่าจะเป็นหนทางออกของปัญหา ที่เมืองเขาประสพอยู่
แต่ยังมิทันเคี้ยวหมากแหลก ชายหนุ่มคงเดิมก็ยังคงวิ่งไปในทางเดิม แล้วตะโกนบอกไปว่า
“ แต่ข้าต้องขอโทษที ข้ามีธุระ ให้ท่านพ่อหมอเป่ามนตร์ตราร่ำรวยให้ เพราะพรุ่งนี้ข้าจะต้องเป็นเศรษฐีร้อยล้าน”
สันดอนขุดง่ายแต่สันดานขุดยาก คนที่เขาเคยมีนิสัยแบบนี้ แม้ในสิ่งที่ไม่ดี เขาก็ยังคงยืนยันที่จะทำอยู่ร่ำไป
นายปฏิวัติ ยิ้มและวิ่งตามไปในทางเดียวกัน
ที่ศาลาแห่งหนึ่ง มี ผู้คนมุงดูอยู่มากมาย เขากำลังรอรับพิธีกรรมอะไรบางอย่างจากท่าน หมอผี มนต์ดำ หมอผีมนต์ดำได้ปลุกเสก สิ่งต่างเพื่อให้กับผู้ตกทุกข์ได้ยาก
ปฏิวัติเห็นดังนั้น จึงได้หวังจะ หยุดกระบวนการนั้นเสีย โดยการประกาศชักธงรบกับเจ้าหมอผีมนต์ดำ
เขาเดินแทรกมาตาม ฝูงชนที่มุงดูอยู่มากมายและได้บอกว่า
หยุดหลอกลวงคนดูได้แล้ว ท่านหมอผี
เจ้าบังอาจมากที่เขามา ในพิธีการของข้าโดยไม่ร้องขอ เจ้ามีธุระอะไร
ข้าต้องการอยากจะถามท่านบางอย่าง
ขณะนี้ที่ประเทศสารขันธ์กำลังขาดแคลนนายกรัฐมนตรี อยู่ ข้าอยากจะลองแนะนำให้ท่านไปสมัครดู
ทำไม
ก็ในเมื่อท่านสามารถเสกให้คนอื่นร่ำรวย แล้วทำไมท่านถึงไม่เสกให้ตนเอง เป็นเศรษฐีร้อยล้าน
ก็ในเมื่อท่าน สามรถ เสกให้ผู้อื่นโชคดีมีชัย แต่ตัวท่านมีสีหน้าราวกับผู้พ่ายแพ้ โหยหาความสำเร็จ
ก็ในเมื่อตัวท่านสามารถสร้างปาฏิหาริย์ เหาะเหินเดินอากาศ ดำดิน เล่นแร่แปรธาตุราวกับผู้วิเศษ อย่างน้อยท่านต้องเป็นถึงแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ไปทั่วทั้งสิบทิศ
ถ้าท่านสามารถทำทุกอย่างดังที่ท่านกล่าวมาท่านต้องเป็นอย่างน้อย นายกรัฐมนตรี
พ่อมดหมอผีได้ยินดังนั้นก็โกรธมาก จึงได้บอกกล่าวแก่ ผู้คน และสาวกของเขารอบๆ ว่า
มันลบหลู่ข้า พวกเจ้าจงรุมประชาทัณฑ์ มัน
บรรดา ผู้คนที่อยู่รอบๆ ก็ได้ลุกฮือเข้ามาหวังจะทำร้ายปฏิวัติ
ปฏิวัติไม่ได้ทำอะไร เขาเฝ้ารอตั้งรับ การเข้ามาของคนทั้งหลาย โดยไม่กลัวเกรงแม้แต่น้อย
ปฏิวัติแผ่เมตตาไปที่คนทั้งหลายนั้น ให้ความโกรธในใจเขาดับลง กระแสเมตตาจิตอ่อนเข้าไปทำให้ผู้คนที่หลง ก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา พวกเขาหยุดนิ่ง งึงงันและในขณะนั้นเอง
แล้วณัฐ ก็ได้เห็นในสิ่งที่ เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นมาก่อน
ปฏิวัติ รวบรวมสมาธิ สูงสุดที่มีในตัวเขา เปิดพลังแห่ง จิตที่มีในตัวเขาออกมา ส่งพลังจิตนั้น พร้อม ด้วย ร่ายมนต์คาถาบางอย่าง
เทพยาดาทั้งหลาย จงเปิดดวงตา รู้ตามจริงให้แก่ ผู้ โง่เขลาเหล่านี้ได้หลุดพ้นจากความทุกข์
พลังคลื่นปฏิวัติ : ความเห็นถูกต้องตรง
ปฏิวัติได้รวบรวมพลังในท่านั่งสมาธิ และปล่อยพลังออกจากฝ่ามือของเขาทั้งสอง เป็นลำแสงสีเหลืองทองวาบกระจาย ไปยังคนผู้เขลาเหล่านั้น
ตราบใดที่คนคิดอะไรด้วยเหตุผล มิใช่ งมงายไร้เหตุผลแล้ว ย่อมแก้ปัญหาที่ง่ายให้ยากได้ในทันที หน้าที่ของเขาคือ การปฏิวัติความคิดของคน เอา อวิชชาออก แล้วความ ความเห็นถูกต้องตรงใส่
ผู้คนเหล่านั้นฟื้นได้ฟื้นคืนสติ และเขาก็ได้พูดกับตัวเองว่า
นี่ข้ามาที่นี่ทำไม ถ้าข้าอยากจะรวย ทำไมข้าไม่ไปมาหากินเล่า
หญิง อีกคนหนึ่งก็กล่าวเช่นเดียวกัน
มันเปล่าประโยชน์ ที่ฉันจะมางมงายอะไรที่มันยังพิสูจน์ไม่ได้เช่นนี้ ฉันยังมีครอบครัวที่ต้องดูแล
ผู้คนเหล่านั้นดูเหมือนว่าดวงตาจะเห็นธรรม และแยกย้ายกันไปตามทางของเขา
ณัฐซื่อตรงถึงกับอึ้งแต่อย่างไรก็ดี เขาก็พบทางออกแล้ว ทางออกที่จะฟื้นฟูเมืองอินทรีทองของเขา
ตอนกลางคืนปฏิวัติได้เข้าพักผ่อนที่บ้านร้างแห่งหนึ่งอันเป็นจังหวะดีที่วิญญาณของณัฐจะได้ไปเข้าฝัน นายปฏิวัติ
ในช่วงที่ปฏิวัติกำลังหลับสนิทเขาก็ได้ไปเข้าฝันปฏิวัติ
สวัสดีท่านปฏิวัติ นี่ข้าเอง ข้าต้องการความช่วยเหลือของท่าน
เจ้านั่นเองรึ ณัฐ ซื่อตรง
ท่านรู้จักข้า
ใช่ เพราะว่าท่านสถาปนา อากาศอุดร มาเข้าฝันข้าและบอกให้ข้าได้มาช่วยเหลือท่าน
เขาบอกว่า เราทั้งสอง และเมืองอินทรีทอง ได้เคยก่อกรรมร่วมกันมาก่อน มันเป็นหน้าที่ของข้าที่จะต้องไปชดใช้มัน ไม่ว่ากรรมนั้น จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว ข้าจักไปแก้ไขมันโดยเร็วที่สุด
ภายหลังจากที่ ณัฐซื่อตรงได้ถูกปลดปล่อยให้ออกจากคุก เขาทั้งสามคนก็ได้มารวมกันอยู่ที่ บ้านของท่านผู้เฒ่ารอบรู้ พ่อของณัฐซื่อตรง
ท่านผู้เฒ่ารอบรู้ดีใจมาก ที่ได้ปฏิวัติมาเป็นกำลัง ช่วยณัฐซื่อตรงอีกแรง เขาได้พบหนทางที่จะกอบกู้เมืองของพวกเขา
พวกเขาได้ใช้เวลาเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อหาข้อมูลในวันแรก
พวกเขาพบว่า ทุกอย่างเปลื่ยนไปมาก ทุกคนลืมไปแล้ว ว่าจิตวิญญาณของเขาเป็นนก ที่ต้องบินไปในฟากฟ้า ปรากฏเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ทำตัวเป็นปลาไปกันหมด การแต่งตัวก็เต็มไปด้วยแฟชั่นแบบปลา ติดครีบ ตีนกบ เด็กเยาวชนหนีเรียนไป โดดว่ายน้ำคลอง ห่วงยางขายดีเป็นเทน้ำเทท่า พวกเขาได้ทำลายถนน เพื่อขุดคลอง คลองในเมืองก็มีมากเกินความจำเป็นปรากฏเป็นเรือติด เรือติดไปทุกหนแห่งเพราะพวกเขาเลือกที่จะ ใช้เรือสัญจรไปมา มลพิษทางเสียง และควันพิษ ฟุ้งกระจายไปทั่วเมืองอินทรีทองปล่อยให้นกคู่บุญของตนเฉาตาย
วันที่สอง พวกเขาเดินทางไปที่ตลาดนัด
เหลือเชื่อ ตลาดทั้งตลาดแทบจะถูกยึงครองด้วยปลา
เมืองอินทรีทองค่อยๆเสียรายได้ของพวกเขาไปอย่างช้าๆ แต่ละปีเมืองต้องซื้อปลาเป็นจำนวนมหาศาล รายได้หลักของชาวเมือง พวกเขาเคยได้รับฉายาว่าเป็น ปักษายอดนักค้าขาย พวกเขา เคยใช้นกคู่บุญของเขา ขนส่งสินค้า ค้าขาย ทำรายได้ ในแต่ละปีอย่างมหาศาล แต่วันนี้ เงินที่ได้จากการขนส่ง ไม่พอที่จะมาทำให้ งบการเงินของเมืองสมดุล พวกเขาขาดดุล การค้าทุกปี
วันที่สาม พวกเขาเดินทางออกไปยังชานเมือง พบว่า ตำบลต่างๆในชานเมือง ค่อยๆล่มสลาย เพราะไม่มีคนอยู่ ทุกคนต่างแย่งกันเขามา จับจองมีบ้านติดทะเลในเมืองใหญ่ ทำให้เกิดปัญหาชุมชนแออัดขึ้น
วันที่สี่เกิดเหตุการณ์โกลาหลขึ้น ที่นกเซ็นเตอร์ ศูนย์กลางเมืองอินทรีทอง เมื่อ ชาวอินทรีทองต่างแยกกันเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรก ยินดีที่จะรับวัฒนธรรมจากต่างเมืองมา โดยเฉพาะ วัฒนธรรมจากเมืองทะเลใต้ โดยให้เหตุผลว่า โลกใบนี้เป็นการค้าแบบเสรี ทุกคนอยากจะทำก็ทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
แต่อีกฝ่ายบอกว่า ไม่สมควรเพราะว่า การรับวัฒนธรรมเข้ามาทำให้เมืองไม่เป็นตัวของตนเอง
สร้างความวุ่นวาย และพวกเขา โดนเอาเปรียบ โดนพรากคนออกจากชนบท
“สงคราม วัฒนธรรม” ปฏิวัติ กล่าวกับคนทั้งสอง
แต่นั่น ก็ไม่สำคัญเท่ากับภาพที่พวกเขาจะได้เห็นต่อไป
เจ้าจอมโจร เสื้อคลุมสีม่วงได้ออกมาอีกครั้งหนึ่ง มันยิ้มและ ออกมาตามสไตล์ของมัน มันหัวเราะ เคี้ยกๆ เคี้ยกๆ เคี้ยกๆ และวิ่งไป ในฝูงคน ที่มากมาย ในนกเซ็นเตอร์ ท่ามกลางผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายที่กำลังประจันหน้ากัน
มันใช้มือซ้ายกระชากวิญญาณของมัน กระชากเอาวิญญาณของชาวอินทรีทองไปอีกหนึ่งคน
“ แกเสร็จข้า” มันตะโกนและยิ้มอย่างได้ใจ
ร่างของ ชายคนนั้นราวกับว่าขาดสติไปชั่วขณะ และจิตวิญญาณของเขาก็ตายลง พร้อมกับนกคู่บุญของเขา ที่ นิ่งสนิทลงเช่นเดียวกัน ไม่อาจแยกแยะได้ถึงความแตกต่างภายนอก แต่มิมีใครรู้ได้ถึงผลที่เกิดขึ้นภายใน
เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เขาก็จะไม่มี จิตวิญญาณอีกต่อไป เมื่อ ที่ว่างตรงนั้นหายไป สิ่งที่จะถูกมาเติมเต็มก็จะกลายเป็นเพียง กิเลศตัณหา กามาวัตถุเงินทองของสะสมทั้งหลาย จะเข้ามานำชีวิตเขา ให้กลายเป็นขยะมนุษย์ในการต่อมา
แล้วเจ้าโจรสีม่วงก็ บินหายไปในฝูงชน
ณัฐซื่อตรง หยิบเอาปืน .66 ของเขาขึ้นมา พร้อมกับ ทำท่าจะขี่เจ้าวายุไปเพื่อปราบมันอีกครั้ง มือเขากำปืน .66 ไว้แน่น แต่เขา เขาก็ทำอะไรมิได้
มือเขายังคงกำปืน .66 ไว้แน่น แต่จะทำอะไรได้ มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาอีกต่อไป
ขอให้ท่านหักใจซะ เพราะว่าพรุ่งนี้ ท่านอาจจะต้องถอดเครื่องแบบทิ้งแล้ว
ถอดเครื่องแบบทิ้ง
ท่านผู้เฒ่ารอบรู้ กับณัฐซื่อตรงพูดพร้อมกัน
ข้าได้คิดวิธีที่จะ แก้ปัญหาให้เมืองของท่านออกแล้ว
“ เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนให้ทุกคน ทำอย่างที่ใจเราคิดได้ ดังนั้นมันจะต้องเริ่มจาก ตัวท่านเองก่อน ท่าน ณัฐซื่อตรง”
“ เริ่มจากตัวข้า ”
หมายความว่าอย่างไร
“ หากว่าพรุ่งนี้ ข้าต้องการให้ท่านลาออกจากตำรวจ ทิ้งเครื่องแบบและเกียรติยศที่ท่านรักและมาปลูกผักเวทย์มนตร์ ตามที่ท่านฝันท่านจะเอาไหม”
“ทั้งณัฐและพ่อ ต่างมองหน้ากัน และถาม ปฏิวัติว่า ”
“ ข้าก็ยังไม่เข้าใจนะว่ามันจะ ไปเกี่ยวกันได้อย่างไร”
“ การแก้ปัญหาเมืองนี้ จะต้องเริ่มจากตัวของท่าน ขอให้ท่านทำในสิ่งที่ท่านรักและถนัดที่สุด”
“นำเอาแนวความคิดที่ข้าแนะไปใช้ ทำมันให้ แพร่หลาย ขจรไปทั้งสิบทิศจนผู้คนสรรเสริญ”
“. ท่านกำลังจะบอกว่า ท่านต้องการจะให้ข้ากลับไปปลูกผัก และสร้างมันเป็นธุรกิจ จนมันแพร่หลาย แล้วอย่างไรต่อ ข้ายังไม่เข้าใจว่ามันจะกอบกู้เมืองของข้าได้อย่างไร ”
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมข้าจะบอกท่านเอง ขอให้ท่านทำเฉพาะหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดก่อน
ทำไมท่านถึงไม่ใช้พลังคลื่นปฏิวัติ ของท่านรักษาคนในเมืองของ ข้าให้หายดี
“ นั่นจะง่ายกว่า และ เห็นผลทันตา ”ทั้งสองต่างแย้ง
“ ข้าทำอย่างนั้นไม่ได้ท่าน มันเป็นทุกข์ของท่าน เป็นโชคชะตาของท่านท่านต้องดับมันเอง”
พ่อลูกต่างมองตากัน
ไม่ได้รีบร้อน ท่านณัฐซื่อตรง
“ ข้าให้เวลาท่านคิดหนึ่งคืน แล้วพรุ่งนี้ถ้าท่านตัดสินใจที่จะทำ แล้วค่อยมาบอกข้า
ขอให้ท่านทำจิตใจให้สงบก่อนนอน ทำใจสบายๆอย่าให้มันมีปม แล้วท่านจะแก้ปัญหาของท่านได้เอง แต่อย่าลืม ขอให้ท่านได้ซื่อสัตย์กับตนเองนะ”
มันคงเป็นค่ำคืนที่ยาวนานสำหรับข้าที่จะต้องเลือกระหว่าง สิ่งที่ข้าขวนขวายหามันมาตลอดชีวิต กับสิ่งที่ข้ารักและอยากจะอยู่กับมันตลอดชีวิต ณัฐรำพึงรำพันกับตนเอง
เช้าวันนี้อากาศสดใส ท้องฟ้าทอแสงงามเป็นประกาย และอากาศดีไม่หนาวและร้อนจนเกินไป ณัฐซื่อตรงพร้อมแล้ว เขาเปลื่ยนเสื้อของเขาเสียใหม่
จอบ เสียม บัวรดน้ำ เสื้อ หมวกกันแดด รองเท้าบูต ถูกเตรียมมาพร้อม
“ ท่านคงตัดสินใจได้แล้วสินะ ก่อนที่ ข้าจะมอบเมล็ดพืชผักเวทย์มนตร์ให้ท่าน ข้าอยากจะให้ท่าน หยิบถุงที่พ่อท่านให้มาพร้อมกับหนังสือ สมาธิและการอฐิษฐาน”
ณัฐได้หยิบถุงนั้นออกมา
แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรต่อไป
ข้าอยากให้ท่านปลดปล่อยมัน ภายในถุงนี้ คือความคิดผิดๆของท่านที่ถูกกักขังอยู่
ณัฐรู้ดังนั้น จึงได้ปลดปล่อยเอาความคิดนั้นออกไป เขารู้สึกเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก
ราวกับว่า หินหนักๆก้อนหนึ่งที่เขา แบกอยู่มาตลอดครึ่งชีวิตได้ถูกเอาออกไป เขาไม่ได้คิดถึงลาภยศสรรเสิญที่มันจะมาทำให้เขามีความสุขได้อีกต่อไป เขาจะได้เริ่ม ตามหาความสุขที่แท้จริงซะที พ่อไม่เคยบังคับให้เขาต้องมาเป็นตำรวจ เขาเลือกของเขาเอง ชื่อเสียงเกรียรติยศไม่เคยทำให้เขามีความสุข ตราบใดที่เขาไม่รู้วิธีที่จะใช้มัน
ท่านคงรู้สินะ ว่าเมล็ดผักนี้ เป็นเมล็ดผักเวทย์มนตร์ เมื่อท่านปลูกมัน มันจะเป็นผักที่มีชีวิต และข้าเชื่อว่า ท่านจะใช้ประโยชน์จากมันได้มากมาย หากท่านมีปัญหา ขอให้นึกถึงข้าข้าจะอยู่เป็นกัลยณมิตรของท่านตลอดไป
แล้วปฏิวัติก็ได้ทิ้งที่อยู่เพื่อให้ ณัฐซื่อตรงได้ติดต่อ
ข้าได้บอกวิธี การไว้หมดแล้ว ท่าน รู้รอบ ซื่อตรง ท่านณัฐ ซื่อตรง มันถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว
แต่สงครามวัฒนธรรมยังไม่จบ ต่อให้อีกสามปีต่อมาข้ากอบกู้เมืองของข้าได้ แต่ข้าจะจัดการมันได้อย่างไรกับสิ่งที่ทั้งดีและเลว ที่มัน เข้ามาในเมืองนี้
ปฏิวัติ ได้ยื่นผลมังคุด ผลหนึ่งให้ณัฐแล้วเขาก็เดินจากไป
จากนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของณัฐซื่อตรงได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งด้วยวัย 30 ปี เขาเริ่มปลูกผัก ปลูกมันทำวัน ทำ มันเหมือนมันเป็นงานแห่งความรัก
เขาทำงาน แต่เขารู้สึกเหมือนว่าเขาไม่ได้ทำงาน
ไม่นานเจ้าผักตัวน้อยๆก็เติบโตขึ้นมา มันมีร่างกาย มีแขนมีราวกับมนุษย์
เขาได้ตั้งชื่อพวกมันว่า ขบวนการผักห้าสี ขบวนการผักห้าสีออกเดินทางไปยังหมู่บ้านรอบๆ อาณาเขตเมืองวิหค เพื่อช่วยเหลือ เด็กขาดสารอาหาร เกษตรกรที่ไม่มีความรู้ นอกจากนี้พวกเขายังขาย ผักธรรมดาด้วย เขากับเจ้าวายุได้ขนส่งมันไปยังเมืองต่างๆ รอบๆ เมืองอินทรีทอง
ณัฐซื่อตรงรู้สึกว่า เขาค้นหาตัวเองเจอ งานเกษตรกรในเมืองอินทรีทองอาจจะไม่ได้เงินมากมาย แต่เขาก็มีความสุขกับมันมากกว่างานเก่าที่เขาเคยทำ และขบวนการผักห้าสี ของเขาก็เป็นที่รู้จักไปทั่วเมืองอินทรีทอง
แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ก็คือ คนรู้จักเขามากขึ้น คนต่างด้าว ท้าวต่างเมือง ก็รู้จักเขา มีคนสั่งผักจากสวนเขาของมากมาย เขากับเจ้าวายุทำงานอย่างไม่หยุดพักจนเขาต้องจ้างพนักงานเพิ่ม พวก เขาทำรายได้ได้อย่างมากมายจากการขายผัก ทำให้เขาหาเลี้ยงครอบครัวของเขาได้เหมือนเดิม
ตอนนี้หลายสิ่งได้ดำเนินมาอย่างเข้ารูปเข้ารอยอย่างที่มันควรจะเป็น ชาวอินทรีทองได้เริ่มกลับมาเป็นที่รู้จักในฐานะ สุดยอดพ่อค้า ผู้ใช้วิหคของเขาบินไปในแดนไกล ขนส่งสินค้า
สุดยอด สารถี ผู้ขับปักษาทะยานส่งผู้โดยสาร ไปทั่วทุกแห่งหน
สายการบินที่มีชื่อว่า bird อากาศ หรือ นกair ก็กลับมาโด่งดังอีกครั้ง
เมืองอินทรีทองมีชื่อเสียงในการเป็นเมืองที่เมืองแต่ความขัดแย้ง ปัญหาต่างๆ ก็คลายลง
หลังจากที่เขาได้ออกทีวี เขาก็มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาเริ่มเผยแพร่ความคิดเรื่องการเข้าใจตนเอง
รู้จักคนหาศักษภาพสูงสุดของตนเอง และ ไม่มีอะไรอยู่ถาวรบนโลกใบนี้
ชาวเมืองได้รู้ดังนั้น ต่างก็คิดได้ สัญญาที่จะปรับปรุงตัวทดลอง โดยการลดการบริโภคปลาลง ทุกคนหันมาใช้นกคู่บุญ ลดการใช้เรือ
กลับมาบินกันอีกครั้ง ทุกคนเริ่มกับมาทำอะไรที่ไม่ฝืนธรรมชาติของตนเอง และทำในสิ่งที่ควรทำ
โดยที่ณัฐและพ่อไม่ได้คิดว่า จะได้รับในสิ่งนี้มาก่อน
วันหนึ่ง นายกรัฐมนตรี อะหลุ่ม กุมกลุ้ม ก็ได้มาขอโทษเขา
“ ท่าน ท่านณัฐซื่อตรง ท่านรู้รอบ ข้าขอโทษที่เข้าใจท่านทั้งสองผิดมาก่อน
ข้าขอโทษ ต่อไปนี้ ข้าจะฟังความคิดเห็นของคนอื่น จะไม่เอาแต่ความคิดตนเองอย่างเดียว”
“ไม่เป็นไร ณัฐและพ่อบอก เรามาร่วมมือกันทำให้เมืองของเรา กลับมาน่าอยู่เหมือนเดิมนะ”
แล้วทั้งสามคนก็ กลับมาคืนดีกันอีกครั้งหนึ่ง
ภายหลังจากนั้น 3ปีต่อมา เมืองอินทรีทอง ได้กลับฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง
ที่ใจกลางเมือง อินทรีทอง นก เซ็นเตอร์ได้มีการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ และณัฐซื่อตรงก็ได้กลับมาเป็น ขวัญใจชาวเมืองอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในฐานะ ของ .66 ณัฐซื่อตรง หรือ 2.54 ผู้บ้าคลั่ง แต่มาในฐานะของ นักปลูกผัก เกษตรกร กระดูกสันหลังของชาติ
ได้มีการจุดพลุ ดอกไม้ไฟเฉลิมฉลอง สินค้าที่เกี่ยวกับนกได้ถูกจับมาขายอีกครั้ง ไก่ย่าง สี่ดาว
ก๋วยเตี๋ยวเป็ด เนื้อนกกระจอกเทศ ธุรกิจสายการบิน ขนส่งสินค้าก็ได้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง
ผู้คนได้เข้ารุมล้อมเขาเหมือนเคย ต่างเอาของขวัญมาให้และขอลายเซ็น ท่ามกลาง ฝูงชนอัน หนาแน่นนั้น ได้มี เด็กชายคนหนึ่งได้ถามณัฐขึ้นมาว่า
ท่านณัฐซื่อตรงข้ามีเรื่องอยากจะถามท่านว่า
“ ข้าไม่มั่นใจเลย ข้าไม่เคยใช้นกคู่บุญของข้าบินมาก่อนเลย ข้าอยากจะกลับมาบินอีกครั้ง ”
“ ข้าเอาแต่ว่ายน้ำ เล่นหัวกับเพื่อน อาบแดด ขี่เรือซิ่ง ข้าไม่มั่นใจเลยว่าข้าจะทำได้หรือไม่ มันจะตกไหม มันจะสำเร็จไหม และ อีกอย่าง”
พอแล้วเจ้าหนุ่มน้อย ณัฐ ซื่อตรงตัดบท
“ ถ้าเจ้าไม่ลองกางปีกบินดูแล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองบินได้สูงแค่ไหน”
แล้วจากนั้น ผู้คนต่างยินดีไชโยโห่ร้อง ราวกับว่าได้ชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาก็ได้บินไปในท้องฟ้ากว้าง เพื่อเฉลิมฉลองให้กับ การได้กลับมาบินอย่างภาคภูมิใจอีกครั้งหนึ่ง
สายตาคู่หนึ่งจ้องมองพวกเขาอยู่ ภายในมุมมืด มันราวกับว่ารู้ ว่าอะไรเกิดขึ้น มันยิ้มและหัวเราะ เคี้ยก ๆ เคี้ยก ๆ เคี้ยกๆ แล้วก็ได้กล่าวว่า
“ ยกนี้ข้าปล่อยให้พวกแกชนะไปก่อน แต่จำไว้ว่า ถ้าพวกแกอ่อนแอเมื่อไร ข้าจะกลับมา
เคี้ยกๆ เคี้ยก เคี้ยกๆ”
end